เบื้องหลังภาษีต่างตอบแทนของทรัมป์: ประเด็นการค้าหรือภูมิรัฐศาสตร์โลก?

ปวริศ ปิยะจิตเมตตา
นักวิจัยสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง
ปวเรศ ปิยะจิตเมตตา
นักกลยุทธ์การลงทุน

เมื่อวันที่ 2 เมษายน หรือที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกว่า วันประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หรือ Liberation Day ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กฎหมายภาษีศุลกากร Smoot-Hawley ปี 1930 โดยได้กำหนดภาษีศุลกากรแบบเหมารวมในอัตรา 10% สำหรับสินค้าทุกชนิดที่นำเข้ามาในสหรัฐฯ และเก็บอัตราภาษีศุลกากรเพิ่มเติมอีก 57 ประเทศ หรือที่ทรัมป์เรียกว่าอัตราภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariff ซึ่งประเทศที่ถูกเก็บในอัตราภาษีที่สูงส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรอัตราใหม่โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 00:01 น. ตามเวลาชายฝั่งของภาคตะวันออกสหรัฐฯ ในวันที่ 7 สิงหาคม โดยภาษีศุลกากรอัตราใหม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตามดีลการค้าของแต่ละประเทศที่ได้ทำการตกลงกับสหรัฐฯ หรือเป็นการตัดสินใจของสหรัฐฯ เพื่อจัดการในสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า ความไม่สมดุลทางการค้า (Trade Imbalances) ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวยังไม่ครอบคลุม ประเทศแคนาดา จีน และเม็กซิโก เพราะสหรัฐฯมีมาตรการแยกต่างหากสำหรับสามประเทศนี้อยู่แล้ว

ประเทศส่วนใหญ่ถูกเก็บอัตราภาษีศุลกากรในอัตราที่ต่ำลงกว่าอัตราที่ทรัมป์ประกาศในรอบแรก มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ถูกเก็บอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น อาทิ อินเดีย และบราซิล โดยบราซิลเผชิญอัตราภาษีของสหรัฐฯ ที่สูงที่สุดในโลก โดยสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จะถูกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 50% เช่นเดียวกับอินเดีย ในขณะที่ ประเทศในกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่ลดลง ยกเว้นเพียงสองประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และบรูไน ที่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่เพิ่มขึ้น

ที่มา: : White House ประมวลโดยผู้แต่ง

เมื่อพิจารณาอัตราภาษีต่างตอบแทนที่สหรัฐฯ ได้กำหนดอัตรามาใหม่ จะพบว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เกาหลีใต้และญี่ปุ่น มีอัตราภาษีที่ประมาณ 15% โดยต้องแลกกับการเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐฯ และแลกกับการต้องไปลงทุนในสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ที่ถูกเก็บอัตราภาษีช่วง 19-20% โดยต้องแลกกับการซื้อสินค้าสหรัฐฯ รวมถึงต้องมีการควบคุมประเด็น Transshipment

หากย้อนกลับไปถึงที่มาว่าทำไมทรัมป์ถึงต้องมีการกำหนดอัตราภาษีต่างตอบแทนนี้ขึ้นมา เพราะทรัมป์มองว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็นจากการที่เงินดอลลาร์มีสถานะเป็น Exorbitant Privilege เพราะประเทศส่วนใหญ่ในโลกนิยมใช้เงินดอลลาห์เป็นเงินตราสำรองระหว่างประเทศ (Reserve Currency) สิ่งนี้จึงก่อให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า Triffin Dilemma หรือบางสำนักเรียก Triffin Paradox

เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็นไปลดศักยภาพการแข่งขันโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของสหรัฐฯ ลง ซึ่งทำให้การส่งออกของสหรัฐฯ ลดลง จึงทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับหลายประเทศ สิ่งนี้เองที่ทรัมป์มองว่าถูกโดนเอาเปรียบด้านการค้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ ทรัมป์มองว่าการเก็บภาษีต่างตอบแทนกับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ จะทำให้สถานะด้านการค้าของสหรัฐฯ ดีขึ้น ซึ่งภาษีต่างตอบแทนนี้เป็นไปตามแผนการ Mar-a-Lago Accord อย่างไรก็ตาม ภาษีต่างตอบแทนที่ทรัมป์ประกาศบังคับใช้ล่าสุดดูเหมือนจะไม่ได้อิงอยู่บนแนวคิดที่ว่า “ต้องการทำให้ฐานะทางการค้าของสหรัฐฯ ดีขึ้น” เนื่องจาก การกำหนดอัตราภาษีต่างตอบแทนไม่ได้กำหนดตามความสัมพันธ์ระหว่างการขาดดุลการค้ากับอัตราภาษี บางประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในปริมาณที่มากกลับถูกเก็บภาษีต่างตอบแทนในอัตราที่ต่ำ เมื่อเทียบกับบางประเทศที่มีขนาดของการเกินดุลการค้าเท่ากัน

ที่มา: White House, United States Trade Representative, World Population Review ประมวลโดยผู้แต่ง

แล้วอะไรคือแนวคิดภายใต้ภาษีต่างตอบแทนที่ทรัมป์กำหนดขึ้น?
.
หากเรานำประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกเข้ามาวิเคราะห์อัตราภาษีต่างตอบแทนที่ทรัมป์กำหนดขึ้น จะทำให้พบรูปแบบการกำหนดอัตราภาษีต่างตอบแทนที่น่าสนใจ ซึ่งจะพบว่าประเทศที่เป็นพันธมิตรหรือใกล้ชิดกับสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำมาก อาทิ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตร Five Eyes และแม้ประเทศเหล่านั้นจะได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากก็ตามแต่ก็ถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำ อาทิ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ในทางตรงกันข้าม หากเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์เป็นคู่แข่งหรือคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงแม้ว่าสหรัฐฯ จะได้ดุลการค้ากับประเทศนั้นก็ตาม อาทิ บราซิล และในกรณีที่เป็นประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ก็จะถูกเก็บอัตราภาษีที่สูงกว่ากลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรหรือใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ยกตัวอย่างเช่น จีนและไต้หวัน ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในขนาดที่เท่า ๆ กัน แต่จีนถูกเก็บอัตราภาษีที่สูงกว่าไต้หวัน หรือในกรณีที่เห็นได้ชัดเจนคืออัตราภาษีที่อินเดียถูกเก็บเทียบกับเกาหลีใต้

ดังนั้น ภาษีต่างตอบแทนที่เกิดขึ้นมานี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภาษีเพียงอย่างเดียว แต่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับภูมิรัฐศาสตร์โลกเพื่อคงสภาพให้สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำเพียงประเทศเดียวภายใต้ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่

ที่มา: White House, United States Trade Representative, World Population Review ประมวลโดยผู้แต่ง